เตรียมหัวใจกับรองเท้า แล้วออก “วิ่ง”

การวิ่งเป็นสัญชาตญาณของเรามาตั้งแต่เด็กๆ พอเดินได้ เราก็หัดวิ่ง พอวิ่งเก่ง ก็วิ่งแบบไม่คิดชีวิต พ่อแม่ตามจับตัวแทบไม่ทัน เพราะเหตุนี้ ผมก็เลยคิดว่าการ “วิ่ง” เป็นพื้นฐานของกีฬาที่ทุกคนมีในตัว ใครๆ ก็สามารถวิ่งได้ ที่สำคัญอุปกรณ์ไม่ต้องเยอะ เสื้อผ้าสักชุด รองเท้าวิ่งดีๆ คู่ใจสักคู่ สถานที่เลือกได้ตามความเหมาะสม แม้ว่าหลังๆ จะเริ่มมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาในการวิ่ง เช่น นาฬิกา GPS แอพสำหรับวิ่ง ตัวจับสถิติการวิ่ง หมวก แว่นตา สำหรับนักวิ่งสายแฟชั่นจะจัดกันเต็ม แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ การวิ่งเป็นกีฬาที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง และใจของตัวเองอย่างมาก ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อพัฒนาตัวเอง ให้เวลาการวิ่งที่ดีกว่าเดิม วิ่งได้ระยะไกลกว่าเดิม แต่ให้ร่างกายเหนื่อยน้อยกว่าเดิม

ส่วนตัวของผมมีพื้นฐานด้านกีฬาอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเภทที่ต้องใช้เท้า เช่น ฟุตบอล ตะกร้อ กรีฑา จะถนัดมาก ส่วนบาสเกตบอล กับวอลเลย์บอล เล่นได้แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ผมห่างหายจากการวิ่งไปเลยตั้งแต่เรียนจบ (นานมากๆ) จนกระทั่งหลายปีก่อนมีน้องๆ ที่ทำงานมาชวนวิ่ง ด้วยความเป็นนักวิ่งเก่า ไม่สามารถปฏิเสธได้ด้วยประการทั้งปวง เลยตกลงปลงใจไปวิ่งดู รายการนั้นเป็นมินิมาราธอน 10 กม. บร๊ะเจ้าโจ๊ก!! แค่คิดก็ไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าระยะทางมันไกลมาก วิ่งไปขำไป ถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้งกันไป สุดท้ายก็เข้าเส้นชัยกับเขาจนได้ ใช้เวลาในการวิ่งครั้งนั้นก็ชั่วโมงกว่าๆ ถือว่าท้าทายความสามารถของเราในระดับหนึ่ง จึงเริ่มติดตามข่าวการวิ่งจากสื่อและเว็บไซต์ต่างๆ แต่ก็นานๆ ครั้งถึงจะลงวิ่ง จะเลือกที่รายการใหญ่ๆ เสื้อสวย เหรียญสวย สาวสวย เอ้ย..ไม่ใช่ (แต่ก็ใกล้เคียง)
ผมมีโอกาสไปวิ่งอีกครั้งที่เขื่อนขุนด่านปราการชล นครนายก มีตั้งแต่ Fun Run 3 กม. ไปจนถึง มาราธอน 42.195 กม. ผมเลือกลงมินิมาราธอน 10 กม. วิ่งขึ้นลงบนสันเขื่อนสูงชันมาก แทบขาดใจ เกือบจะถอดใจเลิกวิ่งเลยครับ ตั้งใจว่าไม่เอาอีกแล้ว แต่สุดท้ายเป้าหมายก็สำเร็จ ระหว่างทางกลับจากงานวิ่งมองเห็นลุงแก่ๆ อายุเกิน 60 แน่นอน ลุงยังวิ่งอยู่เลย ดูจากสีที่เบอร์วิ่ง โอ้ววว!! ลุงแกวิ่งมาราธอน มีรถมอเตอร์ไซค์ทีมงานวิ่งประคองอยู่ด้านหลัง ภาพที่เห็นคือ ลุงไม่ยอมขึ้นรถแน่ๆ ไม่มีท่าที่จะยอมแพ้ ดูมุ่งมั่นจะวิ่งให้ถึงจุดหมายให้ได้ ผมนี่ยอมรับนับถือใจคุณลุงแกเลย คิดเล่นๆ ว่าอีกหน่อยผมคงจะวิ่งจนแก่เหมือนลุง(มั้ง) หลายๆ งานที่ไปวิ่ง มักจะเจอลุงๆ ป้าๆ บอกตรงๆ คารวะหัวใจของทุกท่านจริงๆ และคิดเสมอว่า ถ้าลุงๆ ป้าๆ ยังวิ่งไหว วัยรุ่นอย่างเรา (อิอิ) ต้องเริ่มแล้ว
แรกๆ ผมก็เริ่มที่วิ่งเพื่อสุขภาพ แบบว่าอยากวิ่งก็วิ่ง ส่วนใหญ่จะไม่วิ่ง ติดงานบ้าง เหนื่อยบ้าง ฝนตก แดดร้อน ตื่นเช้า ร้อยแปดเหตุผล แต่หลายครั้งที่ได้เห็นคนอื่นๆ ทำไมเขาวิ่งได้ดี แต่เรากลับไปไม่ถึงไหน แอบทึ่งคนที่ได้อันดับต้นๆ คิดว่าวันนึงเราจะต้องทำให้ได้ ก็เลยเริ่มวิ่ง เริ่มตั้งเป้าหมายของเราไว้ ไม่สูงมาก พยายาม คิดว่าต้องทำให้ได้ ต้องวิ่ง ต้องซ้อม หนีจากเหตุผลร้อยแปด เหนื่อย หิว ง่วง เริ่มทีละน้อยไม่หักโหม ผมอาศัยรายการวิ่งที่จัดเช้าวันอาทิตย์นี่แหละเป็นตัววัด ปรับปรุงเวลาการวิ่งของตัวเองไปเรื่อยๆ
ความภูมิใจมาราธอนแรกในชีวิต ระยะทาง 42.192 กม. เวลา 4:28 ชม. ทั้งเหนื่อย ทั้งท้อ ทั้งร้อน ลำบากสุดๆ ถามตัวเองว่าคิดผิดหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุดก็วิ่งผ่านเข้าเส้นชัย เราเป็นหนึ่งใน Finisher Marathon มันกลายเป็นความประทับใจ ภูมิใจที่สุด ผมเลยไม่แปลกใจทำไมคนถึงวิ่งกันเยอะมาก ซึ่งหลังจากวันนั้นมา ผมก็กลายเป็นผู้เสพติดการวิ่งโดยปริยาย  สำหรับบางคนที่คิดว่าเราไม่สามารถทำได้ ลองให้โอกาสกับตัวเองได้สัมผัสบรรยากาศการวิ่งกันสักครั้งนะครับ แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ผมแชร์ประสบการณ์มานั้น ใครๆ ก็สามารถทำได้ รับรองว่าเมื่อถึงจุดหมายหรือเส้นชัยแล้ว เรื่องความภูมิใจไม่ต้องพูดถึง มันสุดๆ ไปเลยครับ
สุดท้ายนี้…อยากบอกว่าใครที่อยากวิ่ง เริ่มเลยครับ มีแค่ “รองเท้า” กับ “หัวใจ” แล้วไปวิ่งด้วยกัน ลุย!!

———————————————————————————–
บทความโดย ณรงค์เดช แก้วเงิน, ชมรม CGC Running Man