L o a d i n g

วงการ AI เกิดแรงสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ Yann Lecun หนึ่งในบิดาแห่ง AI ยุคใหม่ และอดีตหัวหน้าทีม AI ของ Meta ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับทิศทาง AI ของบริษัทเก่า โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่อย่าง Alexander Wang ผู้ก่อตั้ง Scale AI วัยไม่ถึง 30 ปี ให้ขึ้นมาดูแลทีม AI ระดับสูงของ Meta เมื่อปีที่ผ่านมา

Lecun เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก AI ยุคใหม่ เป็นผู้วางรากฐานของเทคโนโลยี Convolutional Neural Networks ที่ใช้ในการจำแนกภาพโดย AI ทั่วโลกในปัจจุบัน และยังได้รับรางวัล Turing Award ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของวงการคอมพิวเตอร์ เขายอมรับว่า Wang เป็นคนเก่ง ฉลาด และเรียนรู้เร็ว แต่เขามองว่าประสบการณ์ของ Wang ยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นผู้นำงานวิจัย AI ระดับลึก โดยเฉพาะความเข้าใจในธรรมชาติของนักวิจัยชั้นนำ ว่าอะไรคือแรงจูงใจของพวกเขา เขาชี้ว่าการบริหารงานวิจัยไม่เหมือนการบริหารสตาร์ทอัพหรือองค์กรเชิงพาณิชย์ และความไม่เข้าใจจุดนี้อาจส่งผลต่อคุณภาพและความต่อเนื่องของงานในระยะยาว

คำวิจารณ์ดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดภายใน Meta เมื่อ Lecun เล่าว่า ในช่วงหนึ่ง Wang เคยเป็นหัวหน้าของเขาโดยโครงสร้าง แม้จะไม่ได้สั่งการโดยตรง แต่ก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอำนาจและบรรยากาศการทำงานในทีม AI อย่างชัดเจน ประกอบกับความไม่คืบหน้าของโครงการโมเดลหลักอย่าง Llama รุ่นล่าสุด ทำให้ Mark Zuckerberg เริ่มหมดความเชื่อมั่นในทีมเดิม และหันไปปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่

Lecun ยังแสดงจุดยืนทางวิชาการที่ชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการทุ่มทุกอย่างไปที่โมเดล LLMs ซึ่งเขามองว่าเป็นทางตัน และไม่ใช่คำตอบของปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงในระยะยาว เขาเชื่อว่า AI ที่แท้จริงต้องอาศัยสถาปัตยกรรมใหม่และหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกกว่านั้น ไม่ใช่เพียงการขยายขนาดของโมเดลหรือข้อมูลอย่างที่กำลังทำกันอยู่

ท้ายที่สุด Lecun ตัดสินใจลาออกจาก Meta และเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยการก่อตั้งบริษัทของตนเอง เพื่อเดินหน้าวิจัย AI ในแนวทางที่เขาเชื่อมั่น ความเห็นของเขาในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการวิจารณ์บุคคลหรือการตัดสินใจของบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามใหญ่ของวงการ AI ว่า ระหว่างความเร็วเชิงธุรกิจ การทุ่มเงินมหาศาล และการดึงคนรุ่นใหม่ขึ้นเป็นผู้นำ กับความลึกซึ้งของงานวิจัยระยะยาว อะไรคือสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้าง AI แห่งยุคถัดไปอย่างแท้จริง

ที่มา: CNBC