Bike Tips เริ่มปั่นให้สนุก กับจักรยานคู่ใจ

ทุกวันนี้ เราเห็นคนปั่นจักรยานตามท้องถนนมากขึ้น เพราะการจราจรที่ติดขัดมากขึ้นทุกวัน จักรยานจึงกลายเป็นทางเลือกในการหนีรถติดได้เป็นอย่างดี และเป็น 1 ใน 3 ของการออกกำลังกาย ที่ให้ประโยชน์กับร่างกายสูงสุด นอกจากการวิ่งและว่ายน้ำ แถมยังสนุกสนานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

บทความนี้ ทีม CGC Bike Club ของเราตั้งใจทำขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ที่เริ่มสนใจการปั่นจักรยาน หรือคนที่ยังไม่เคยปั่น ได้รู้จักวิธีเลือกจักรยานคู่ใจที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์หรือการใช้งานของตนเอง และการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมก่อนออกทริป หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับทุกคนนะครับ
ก่อนอื่นเลย การเลือกจักรยาน คุณต้องพิจารณาหลายๆ อย่าง ทั้งประเภทของจักรยาน ออพชั่นต่างๆ ที่ต้องการ และต้องรู้ว่าจะใช้จักรยานกับถนนแบบไหน ทางเรียบ ทางวิบาก หรือทั้งสองอย่าง เพราะจักรยานบางประเภทก็ออกแบบสำหรับปั่นบนพื้นผิวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่บางประเภทอาจจะออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ได้ทั้งสองแบบ แค่เปลี่ยนยางก็นำไปปั่นได้เลย รวมถึงต้องดูว่าจะเน้นการปั่นแบบไหน ความเร็ว ความคล่องตัว หรือความสะดวกสบาย เมื่อรู้ความต้องการของตัวเองแล้ว ค่อยไปเลือกซื้อจักรยานที่ใช่ของคุณ
เลือกคู่ที่รู้ใจ ก่อนไปปั่น
มารู้จักกับจักรยานประเภทต่างๆ ว่าแบบไหนที่น่าจะเหมาะกับเรา
1. เสือภูเขา หรือ MTB (Mountain Bike)
เป็นจักรยานอเนกประสงค์  เหมาะกับการใช้งานแบบ Off Road สมบุกสมบัน ขึ้นเขา ทางขรุขระ บนผิวทางโรยกรวด หิน ลูกรัง เพราะออกแบบให้มีระบบกันสะเทือนและระบบเบรคที่ดีกว่าเสือหมอบ (Road Bike) ถึงแม้จะขี่ในทางเรียบได้ด้วย แต่จะทำความเร็วสู้เสือหมอบไม่ได้ เสือภูเขาที่ดีจะออกแบบให้มีระบบเกียร์ต่ำดีกว่าจักรยานทั่วไป เพื่อให้ใช้ในเส้นทางหรือภูมิประเทศที่สูงชัน ส่วนน้ำหนักของตัวจักรยานขึ้นอยู่กับราคา แต่ถ้าใช้ปั่นเพื่อเดินทางในเมือง ที่มีผิวการจราจรไม่เรียบร้อย หรือขรุขระ จะใช้เสือภูเขาก็เหมาะ ลักษณะเด่นคือ แฮนด์ตรง มีโช๊คกันสะเทือน เกียร์ 16 – 30 เกียร์ มีล้อและยางขนาดใหญ่

2. เสือหมอบ หรือ RB (Road Bike)
สำหรับคนที่ชอบความเร็ว ความแรง ปั่นทางเรียบโดยเฉพาะ จักรยานแบบนี้จะทำให้เล็ก ลื่น และเบาที่สุด ปกติจะมีน้ำหนักเบากว่าเสือภูเขาหรือจักรยานทั่วไป แฮนด์จะโค้งลงเวลานั่งปั่นจะต้องก้มตัวเพื่อให้ลู่ลม เหมาะกับทางเรียบ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับเส้นทางที่ขรุขระวิบาก จะใช้ปั่นเพื่อออกกำลังกาย หรือเดินทางในเมือง ไปท่องเที่ยว รวมถึงแข่งขันก็ได้ โดยเลือกขนาดจักรยานที่เหมาะสมกับสรีระของตัวเอง และการปรับตั้งตำแหน่งท่าทางการปั่นให้ดี  ถ้าเลือกไม่ดีและวางท่าไม่ถูกต้อง จะหมดสนุก ปวดล้าร่างกาย และยังลดประสิทธิภาพของการปั่นอีกด้วย

3. จักรยานไฮบริด (Hybrid Bike)
เป็นลูกผสมระหว่างเสือหมอบกับเสือภูเขา รูปทรงจะคล้ายเสือภูเขา แต่ยางล้อจะเล็กหรือบางกว่าเหมือนเสือหมอบ ทำให้เปลืองแรงในการปั่นน้อยกว่าเสือภูเขา บางครั้งเรียก CITY Bike หรือจักรยานเมือง ถูกออกแบบมาเพื่อให้ปั่นบนถนนแบบสบายที่สุด มีอานนั่งปั่นสบายๆ ท่าทางการปั่น ที่ไม่ต้องก้มต่ำมากไป ทำให้ผ่อนคลาย รวมทั้งยังมีระบบกันสะเทือนเพื่อความนุ่มนวลในการปั่น ไม่ว่าจะปั่นไปทำงาน หรือปั่นเล่น  จักรยาน Hybrid มีให้เลือก 2 แบบ คือแบบมีโช๊คหน้า และแบบตะเกียบหน้า
– ไฮบริดทางเรียบ ค่อนมาทางเสือหมอบ ยางจะเป็นแบบทางเรียบ  ไม่มีโช๊ค แต่เป็นตะเกียบใช้ชุดขับเคลื่อนของเสือหมอบ

– ไฮบริดจ์ทางขรุขระ ค่อนมาทางเสือภูเขา ยางจะเป็นแบบวิบากแต่ไม่ใหญ่เท่าเสือภูเขา มีโช๊คสำหรับพอลุยได้ และใช้ชุดขับเคลื่อนของเสือภูเขา

4. จักรยาน Fixed Gear
จักรยานยอดฮิตของปี 2555-2556 มักมีการรวมตัวปั่นเป็นกลุ่มๆ ในช่วงกลางคืน โม่หรือเฟืองโซ่ของฟิกซ์เกียร์จะไม่สามารถฟรีได้ ล้อหมุน จานปั่นก็หมุนตาม และเบรคด้วยเท้า หรือจะมีแต่เบรคหน้าเท่านั้น มีทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แล้วแต่ว่านักปั่นจะชอบแนวไหน
   4.1 คอมพลีท (Complete) Fixed Gear ชนิดนี้เป็นสายปั่น มาแบบครบวงจร เมื่อแกะกล่องมาจะมีครบทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเวลาแต่งเพิ่ม เหมาะสำหรับคนชอบความเรียบง่าย หรือเพิ่งเริ่มต้นปั่นฟิกเกียร์

   4.2 ทริก (Trick) Fixed Gear มีความแข็งแรงเป็นเยี่ยม เพราะต้องทนกับแรงกระแทก เหมาะสำหรับโชว์ลีลา เล่นท่า วงล้อจึงมีขนาดเล็กจะได้ออกลวดลายได้ง่ายขึ้น

   4.3 วินเทจ (Vintage) Fixed Gear ที่รวมเอาอุปกรณ์และชิ้นส่วน สุดคลาสสิกมาประกอบกัน เหมาะกับนักสะสมของคลาสสิก หรือใช้แต่งบ้านเก๋ๆ

   4.4: แทร็ค (Track) Fixed Gear ที่ใช้ในการแข่งขันจริง มีสมรรถนะที่ดีในการปั่น วงล้อใหญ่ ความคล่องตัวสูง

   4.5 มินิฟิกส์ Mini Fixed Gear คันเล็กเหมาะกับคนที่ชอบ Mix & Match ด้วยตัวเฟรมที่มีขนาดกระทัดรัด พกพาง่ายและมีสีสันน่ารัก

5. รถพับ (Folding Bike)
หมายถึงจักรยานทุกประเภทที่พับได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อที่จำกัด เช่น ปั่นจักรยานไปทำงาน เอาจักรยานพับไว้ใต้โต๊ะ  เอาจักรยานพับขึ้นรถไฟฟ้า เอาจักรยานขึ้นรถยนต์หลายคันโดยไม่อยากแขวนไว้นอกตัวรถ เป็นต้น จุดเด่นคือ เบา ปั่นดี จุดพับแข็งแรง ยิ่งรุ่นไหนพับไปนานๆ แล้วพับง่าย แข็งแรงไม่คลอน ราคาก็จะแพง เพราะมีการออกแบบจุดพับที่เหนือกว่า


6. มินิ (Mini Bike) และจักรยานเด็ก (Kids Bike)
เป็นจักรยานย่อส่วนให้เล็กลง ประโยชน์คือความเบา ส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนจานหน้าให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนดุมเพิ่มความลื่นมากขึ้น เพราะจักรยานล้อเล็กจะมีรอบหมุนล้อถี่เป็นพิเศษ

7. ทัวร์ริ่ง (Touring)

จักรยานประเภทท่องเที่ยวระยะไกล การออกแบบ จะให้มีจุดยึดสำหรับใส่ตะแกรง ใส่กระเป๋ามากกว่าประเภทอื่น ยางไม่ใหญ่ไม่เล็กผิวเรียบ ออกแบบเฟรมระยะเอื้อมให้ปั่นสบาย บางรุ่นอาจมีจุดเปลี่ยนเกียร์ 2 ที่ ระบบเกียร์จะใช้ของเสือภูเขา เพราะไม่ได้ต้องการความเร็วความต่อเนื่องในการเข้าเกียร์ แฮนด์จะเหมือนกับเสือหมอบ ส่วนเบรกจะใช้เป็นผีเสื้อหรือวีเบรค


8. จักรยาน Time Trial
จักรยานสำหรับทำเวลา การออกแบบจะคล้ายกับเสือหมอบ แต่จะแตกต่างกันที่การออกแบบเฟรม ให้มีแรงเสียดทานกับอากาศให้น้อยที่สุด (Aero Dynamic) ล้อหลังจะออกแบบให้ขยับเข้ามาในเฟรม แฮนด์จะมีแอโร่บาร์ (Aero Bar) สำหรับการหมอบให้คนโดนลมน้อยที่สุด

อุปกรณ์สำคัญสำหรับนักปั่น

แบ่งความสำคัญได้เป็น 4 ระดับดังนี้

  • ระดับ 1 อุปกรณ์ความปลอดภัย

เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญที่สุด ขาดไม่ได้ สำหรับบางทริปหากไม่มีอุปกรณ์ตามนี้ ถึงขั้นไม่สามารถเข้าร่วมทริปได้เลย นั่นคือ
1.1 หมวกกันน็อค เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด ควรใส่ทุกครั้งที่ปั่น เพื่อความปลอดภัยของนักปั่น

1.2 ไฟหน้าและไฟท้าย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งตัวเราและผู้อื่น ถึงไม่ได้ปั่นกลางคืน ก็ควรมีเอาไว้เผื่อเวลาฝนตก ฟ้ามืด หรือปั่นไปยังจุดแสงน้อยก็ช่วยได้

1.3 ถุงมือ ถึงจะมีปลอกแฮนด์จักรยานที่เหนียวพอตัว แต่พอปั่นจักรยานและเหงื่อออกก็จะลื่น นักปั่นจึงจำเป็นต้องมีถุงมือจักรยานไว้เป็นตัวช่วย ซึ่งจะพิเศษกว่าถุงมืออื่นๆ ที่มีเจลนุ่มๆ ฝังมาด้วยช่วย ช่วยลดแรงกดที่ฝ่ามือ เมื่อปั่นนานๆ

1.4 โน๊ต ที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรา เช่น ชื่อ เบอร์โทร กรุ๊ปเลือด การแพ้ยา รหัสบัตรประชาชน เผื่อไว้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

  • ระดับ 2 อุปกรณ์อำนวยความสะดวก

เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความสะดวก จึงหมายถึงมีหรือไม่มีก็ได้ แต่มีไว้จะดีกว่า อาทิ
2.1 แว่นตา  สามารถป้องกัน ฝุ่น แมลง และถนอมสายตาจากแสงแดดแรงๆ ในระยะยาวช่วยป้องกันโรคต้อลมได้

2.2 กางเกงจักรยาน  สำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะ ที่พิเศษคือตรงเป้าของกางเกงจะมี ฟองน้ำและเจล ช่วยบรรเทาอาการปวดจากการปั่นนานๆ และเนื้อผ้าจะกระชับแนบเนื้อ ระบายเหงื่อได้เร็ว

2.3 เสื้อจักรยาน  เสื้อจักรยานกับเสื้อกีฬา แม้จะระบายเหงื่อได้เร็วเหมือนกัน แต่เสื้อจักรยานจะมีรายละเอียดที่มากว่า คือ มีกระเป๋าหลังสำหรับใส่ของได้ และออกแบบไม่ให้อากาศเข้าไปในเสื้อ โดยให้มียางยืดบริเวณชายเสื้อและปลายแขน เพราะลมมีส่วนสำคัญมากในการปั่นจักรยาน และใช้ผ้าที่ระบายเหงื่อดีกว่าเสื้อกีฬา ที่สำคัญต้องใช้ซิปเท่านั้นเพราะถ้ามีกระดุม จะทำให้ลมเข้าในเสื้อได้

2.4 กระเป๋า ต้องระบายเหงื่อด้านหลังได้ดี ควรเป็นเป้ที่ออกแบบมาเฉพาะ ไม่ใช่เป้ทั่วไป เพื่อไม่ให้กระเป๋าขยับไปมา จะเกิดความรำคาญและเป็นอันตรายได้ หรือเป็นกระเป๋าคาดเอว ก็สะดวกดี หรือกระเป๋าติดจักรยาน จะได้ไม่ต้องคาดหรือสะพาย

2.5 ผ้าบัฟและผ้าปิดจมูก  ผ้าบัฟสามารถทำได้หลายอย่าง กันแดด ปิดจมูก กันฝุ่นควัน โพกผม พันข้อมือ ส่วนผ้าปิดจมูกโดยเฉพาะจะบางและหายใจได้สะดวกมาก กินน้ำได้โดยไม่ต้องเอาผ้าออก

2.6 ปลอกแขน  เอาไว้ป้องกันแสงแดด ต้องเป็นปลอกแขกที่ระบายเหงื่อได้ดี เพื่อความสบาย
2.7 บังโคลน  เอาไว้กันน้ำจากถนนกระเด็นใส่ตัว แก้ปัญหาเวลาที่ไม่มีบังโคลน แล้วเจอน้ำขับต้องเบรคหลบกระทันหัน อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

2.8 ขาตั้งติดรถ  จักรยานราคาแพงส่วนใหญ่ไม่นิยมติดขาตั้งกัน เพราะ 1. เรื่องความปลอดภัย เวลาปั่นเป็นกลุ่มแบบชิดกันมากแทบจะล้อต่อล้อ ถ้ามีการเบรคทันที คันหลังจะต้องเบี่ยงล้อไปด้านข้างของคันหน้า ซึ่งถ้ามีขาอาจเกี่ยวและล้มได้ 2. เรื่องความสวยงาม หลายคนไม่ติดเพราะเกรงรถจะไม่สวย 3. เรื่องน้ำหนัก ส่วนใหญ่ต้องการความเบา จึงไม่ติดอะไรเพิ่ม แต่ถ้าเป็นจักรยานประเภทอื่น ยกเว้นเสือหมอบ ออกทริปบ่อยๆ ติดไว้ก็ดี เวลาจอดพักจะได้จอดง่าย

  • ระดับ 3 อุปกรณ์อุ่นใจ

ในยามที่จักรยานมีปัญหา อุปกรณ์พวกนี้ช่วยเราได้ มีไว้ก็อุ่นใจ

3.1 ยางใน  จำเป็นสำหรับการออกทริป ช่วยแก้ปัญหายางรั่ว โดยยางเดิมก็ยังเก็บเอาไว้ซ่อมทีหลังได้
3.2 อุปกรณ์ปะยาง  ได้แก่ ที่งัดยาง แผ่นยาง กาว กระดาษทราย สำหรับมือใหม่ต้องออกทริปดู จะเห็นสถานการณ์จริง แนะนำยี่ห้อ Parktool, Topeak หรือ Zefal

3.3 ที่สูบลมแบบพกพา

3.4 กระจกส่องหลัง

3.5 กระดิ่ง หรือ แตรไฟฟ้า  เลือกที่เสียงดังๆ ไว้ใช้ยามจำเป็น

3.6 เครื่องมือพกพา  มีทั้งที่เป็นหกเหลี่ยม ไขควง คีม แบบเก็บพับได้

3.7 เสื้อหรือถุงกันฝน สำหรับหน้าฝนยิ่งจำเป็น

  • ระดับ 4 อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

4.1 ยาดม
4.2 ผ้าก็อซ  ผ้าเอนกประสงค์ สำหรับพันเข่าจากอาการเอ็นหัวเข่าเจ็บ หรือพันแผลถ้าล้ม

4.3 สเปรย์กันปวดชั่วคราว หรือตะคริว (พ่นเย็น) ที่นักกีฬาใช้ระงับอาการปวดชั่วคราว หรือตะคริว เวลาออกทริปทางไกล

4.4 อุปกรณ์ทำแผล เช่น แอลกอฮอล์ เบตาดีน ผ้าพันแผล เทปผ้า หากมีคนล้มหรือเกิดแผล
…………………………………………………
รู้จักกับอุปกรณ์ในการปั่นครบหมดแล้ว ที่เหลือก็ต้องลุยแล้วล่ะครับ ลองออกไปปั่น แล้วค่อยเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ
หรือสะสมประสบการณ์จากการออกทริปร่วมกับเพื่อนๆ ตอนนี้ที่ชมรม CGC Bike Club ของเรา ก็ยินดีต้อนรับเพื่อนใหม่ทุกคน
ใครที่สนใจเจอพวกเราก็ทักทายกันได้ เอาไว้ไปปั่นด้วยกันครับ
มิตรภาพดีๆ เริ่มได้ทุกเส้นทาง …สวัสดีครับ

เรียบเรียงโดย : อภิวัฒน์  เพิ่มพูล และ วสุพล เกาะไพศาลสมบัติ