Qualcomm เจ้าพ่อแห่งสิทธิบัตรด้าน IoT


ถ้าถามว่าบริษัทไหนเป็นตัวพ่อทาง IoT ต้องดูข้อมูลจาก LexInnova ที่สรุปไว้ว่า ในตอนนี้บริษัท Qualcomm ได้ถือสิทธิบัตรด้าน Internet of Thing (IoT) มากที่สุด และเป็นสิทธิบัตรที่มีค่ามากที่สุดด้วยเช่นกัน มีจำนวนสิทธิบัตรทั้งหมด 724 ชิ้น ซึ่งนำหน้าบริษัท Intel ที่ครอบครองสิทธิบัตร 688 ชิ้น และทิ้งท้ายด้วย ZTE ผู้ให้บริการเน็ตเวิร์กจากประเทศจีนที่มีสิทธิบัตรทั้งหมด 351 ชิ้น
 
อย่างไรก็ตาม จะดูปริมาณอย่างเดียวก็คงไม่พอต้องดูที่คุณภาพด้วย เมื่อตรวจสอบด้านคุณภาพแล้ว พบว่า Qualcomm มีสิทธิบัตร IoT ที่มีคุณภาพและราคาสูงทั้งหมด 157 ชิ้น ตามด้วย LG ที่ 63 ชิ้นและทิ้งท้ายด้วย Microsoft ที่ 50 ชิ้น สิทธิบัตรที่มีราคาเยอะที่สุดจะอยู่ในหมวดอุปกรณ์ IoT ที่สามารถเชื่อมต่อและเก็บข้อมูลผ่านกันและกันได้
 
Qualcomm เป็นผู้ผลิตชิพเซ็ทหลักให้กับสมาร์ทโฟน จึงไม่น่าแปลกที่จะมีสิทธิบัตรเยอะสุด แต่ตอนนี้ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังชะลอตัว ในจุดที่กำลังอิ่มตัว Qualcomm จึงได้ขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ IoT มากยิ่งขึ้น แถมยังประสบความสำเร็จด้วยรายได้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทาง Intel และ Qualcomm กำลังร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยี IoT ให้มีมาตรฐานเดียวกันในเรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
 
แต่ที่แน่ๆ IoT จะเติบโตขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน เทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราทั้งด้านการทำงาน การเดินทาง และการใช้ชีวิตให้สนุกยิ่งขึ้น จากการเชื่อมต่อบ้านสู่รถยนต์สู่ตึกสู่การคมนาคม ทุกๆ ทำให้เราสามารถควบคุมทุกๆ สิ่งรอบตัวได้เพียงปลายนิ้ว  ยกตัวอย่างเช่น “smart mirror” กระจกที่จะช่วยให้คุณสามารถลองเสื้อผ้าใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือเซ็นเซอร์เล็กๆ ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ มีจุดเสียหายหรือไม่ หรือแม้แต่อุปกรณ์การเกษตรที่นำทางโดย GPS ที่สามารถหว่าน ใส่ปุ๋ย และเก็บเกี่ยวพืชผลได้ง่ายๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ฟิตเนสที่สามารถส่งรายงานให้คุณหมอเช็คสุขภาพได้เลย
 
นอกจากนี้ John Greenough และ Jonathan Camhi จาก BI Intelligence ได้รวบรวมรายงานสรุปผลและแนวโน้มของ IoT ในอนาคต ซึ่งครอบคลุมไปถึงการใช้ IoT ในปัจจุบัน และ IoT ในอนาคต รวมถึงเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยสรุปได้ดังนี้
    1. จะมีอุปกรณ์ IoT ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เพิ่มเป็น 3 เท่าภายในปี 2020 จาก 10 พันล้านเครื่องไปสู่ 34 พันล้านเครื่อง แบ่งเป็นอุปกรณ์ IoT โดยตรงกว่า 24 พันล้านเครื่อง และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ดั้งเดิม (สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ทวอช เป็นต้น) จำนวน 10 พันล้านเครื่อง
2. จะมีการใช้จ่ายกว่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโซลูชั่น IoT ภายใน 5 ปีหน้า
    3. องค์กรธุรกิจต่างๆ จะเป็นผู้ใช้งานโซลูชั่น IoT มากที่สุดเพราะว่า 1.) IoT มีราคาถูก 2.) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (productivity) และ 3.) ช่วยขยายตลาดใหม่ๆ หรือพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ได้ดีขึ้น
    4. หน่วยงานรัฐบาลจะเป็นผู้ใช้งานโซลูชั่น IoT เป็นอันดับสอง และทิ้งท้ายด้วยผู้บริโภคที่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนน้อยที่สุด
ข้อมูลนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่นี่คือ “การปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งต่อไป” ที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว มันยิ่งใหญ่มาก และเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทคุณ คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก็คือ “คุณจะวิ่งตามความรวดเร็วของ IoT ได้ทันหรือเปล่า?”